Home Blog Page 3

ดูแลมารดา ตราบจนวินาทีสุดท้าย แม้จะโดนคนตำหนิ

0

วันนี้ขอนำเสนอเรื่องราวของ หลวงพ่อบุญอุ้ม อาภัสสโร ท่านเป็นพระเกจินครพนมเมืองแห่งพญานาค มีนามเดิมว่า บุญอุ้ม อภัยโส เกิดเมื่อวันที่ 23 ต.ค.2498 เป็นชาว ต.บ้านแพงโดยกำเนิด โยมบิดามารดาชื่อพระอ่อนสี และแม่ชีทิพย์ อภัยโส

เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน ท่านเป็นศิษย์สืบสายธรรมหลวงปู่มหาเหรียญ ปภาคโร วัดหันห้วยทราย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ขณะอายุ 13 ปี บวชเณรที่วัดชัยมงคล ติดตามหลวงปู่มหาเหรียญ ปักกรดตามป่าช้าหลายจังหวัดภาคอีสาน ภาคกลางและภาคเหนือนาน 5 ปี ก่อนลาสิกขาบทมาช่วยครอบครัว

หลวงพ่อบุญอุ้ม อาภัสสโร

เมื่ออายุ 29 ปีอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดศรีวิชัย ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม มีหลวงปู่คำพัน์ จันทูปโม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แดง ฐิตวิรโย เป็นพระอนุสาววานาจารย์ หลังอุปสมบท จำพรรษาในถ้ำมืดถ้ำโขง เทือกเขาภูลังกา อ.บ้านแพง กับหลวงปู่อ่อนสี ขันติโก วัย 70 ปี ผู้เป็นบิดา ภาวนานั่งสมาธิกัมมัฏฐานฝึกจิตนาน 18 ปี

หลังหลวงปู่อ่อนสี บุพการีละสังขาร ยกที่ดินหัวนา 20 ไร่ ตั้งวัดให้เป็นที่พักสงฆ์ ก่อนขออนุญาตตั้งวัดชื่อว่า วัดป่าโนนแพง พ.ศ.2543 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านแพง-นาทม นาน 2-3 ปี แต่ลาออกต้องมาดูแลมารดาที่บวชเป็นแม่ชีที่วัดจนวาระสุดท้าย

พระอาจารย์บุญอุ้ม ท่านได้ศึกษาตำราหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท เป็นภาษาขอม มี 4 หมวดแต่ท่านเลือกหมวดวิทยาคม ศึกษานาน 1 ปีจนช่ำชอง สร้างวัตถุมงคลตะกรุดแผ่นทองครั้งแรกในปี 2545 ส่วนเครื่องรางของขลังที่เลื่องชื่อคือตะกรุดหนังเสือ

พระอาจารย์บุญอุ้มได้กล่าวกับลูกศิษย์ไว้ว่า “ตะกรุด 1 ดอก เท่ากับ 1 ชีวิต อาตมาได้ถ่ายทอดพลังชีวิตลงไป หยุดไม่ได้ตราบใดที่ทหารตำรวจ พ่อค้าแม่ขายังรอความช่วยเหลือ”

นอกจากพระอาจาย์บุญอุ้มจะเป็นพระเกจิอาจารย์แดนอีสานสมยานามว่า “เทพเจ้าแห่งเมืองพญานาค” แล้วยังเป็นพระนักปฏิบัติที่ให้ความสำคัญ กับการศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนปัจจัย ให้พระภิกษุสามเณรเล่าเรียน มอบปัจจัยสนับสนุนโรงพยาบาล โรงเรียนและผู้ตกทุกข์ได้ยากมิได้ขาด

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา : ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า

พระยอดกตัญญู ท่านต้องดูแล “โยมแม่” ที่บวชเป็นชีที่วัดและป่วย หลวงพ่อดูแลโยมแม่ อุ้มไปขับถ่ายในห้องน้ำก่อนหน้านี้แม่และน้องอยู่กับญาติที่พัทลุง แต่ญาติมีภาระมาก ไม่มีเวลาดูแล จึงตัดสินใจ พาโยมแม่มาดูแลเองที่วัด ท่านอุ้มแบบนี้ เป็นระยะยาวนานแรมปี จนโยมแม่หมดลมหายใจสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2550

หลวงพ่อบุญอุ้ม อาภัสสโรได้ ละสังขารอย่างสงบ เวลา 05.09 น.

ของวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2562 สิริอายุ 65 ปี พรรษา 35

เป็นยังไงกันบ้างกับหลากหลายเรื่องราวที่เพจเรื่องเล่าชาวสยามได้นำมาเล่าต่อของตำนานหลวงพ่อบุญอุ้ม อาภัสสโร บทความนี้นำมาเผยแพร่เพื่อศึกษาเผยแผ่บารมีเป็นสังฆบูชา และเทิดทูนเกียรติบุคคลคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านผู้มีพระคุณ ทั้งนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางเรื่องอาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

แหล่งที่มา : kidnan.com

ชีวิตติดขัด ทำอะไรไม่ราบรื่น ขอเทวดาอารักษ์ ช่วยเปิดทางให้

0

เป็นอีหหนึ่งราวราวดีๆสำหรับคนที่ทำอะไรติดๆขัดๆ ลองจุดธูปกลางแจ้ง 16 ดอก แล้วท่อง นะโม 3จบ ตั้งจิตอธิฐานอันเชิญ ครูบาอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา พ่อเกิดแม่เกิด พ่อซื้อแม่ซื้อ ในทุกชาติ และเทพเทวดาที่คุ้มครองตัวเราทุกพระองค์ รวมทั้ง องค์มหาเทพ มหาโพธิสัตว์ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ใน 19 ชั้นฟ้า 16 พรหมมา 15 ชั้นดิน 14 ภูมิบาดาล 21 ภูมิพระแม่ธรณี พระแม่คงคา ที่ข้าพเจ้าอาศัยและยืนอยู่นี้

พระภูมิเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือน รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวร และ เจ้าบุญนายคุณ เจ้าเกณฑ์ดวงชะตา ของข้าพเจ้า ทุกชาติภพ ที่เคยผูกพันธ์กันมาในอดีตให้มารับรู้รับฟัง การขอขมา และ ขอถอนคำสาบแช่งที่มีต่อกัน ในอดีตและปัจจุบัน ของข้าพเจ้าในครั้งนี้ และให้เอ่ยว่า…

ข้าพเจ้าชื่อ…นามสกุล…ขอขมากรรม ในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไป ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ต่อท่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะรู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี ระลึกได้ หรือ ไม่ได้ก็ดี ขอท่านผู้มีฤทธิ์ มีอำนาจ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเจ้าก ร ร ม นายเวร เจ้าบุญนายคุณ เจ้าเกณฑ์ดวงชะตาของข้าพเจ้าทั้งหลาย

โปรดอโหสิ ก ร ร ม ให้กับข้าพเจ้าด้วยเถอะ อย่าได้โกรธเคือง อย่าได้จองเวร ต่อข้าพเจ้าอีกต่อไป และโปรดถอดถอนคำสาปแช่งที่ให้แกข้าพเจ้า หรือคำสาบใดๆ อันเกิดจากข้าพเจ้าได้เป็นผู้กระทำ หรือถูกกระทำจากท่านทั้งหลายก็ดี ขอจงดับหมดสิ้นไปด้วย อนุภาพ พระบารมีแห่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ และด้วยบารมีแห่งองค์มหาโพธิสัตว์เจ้าและองค์มหาเทพ

โปรดเมตตาและประทานพรแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด และช่วยเปิดทางและแสงสว่างทั้งทางโลกและทางธรรม และให้การดำรงชีวิตของข้าพเจ้า จงมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไป และขอให้มีโชค มีลาภ มีเงินมีทอง เหลือกินเหลือใช้เหลือเก็บเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีด้วยเถอะ

และขอให้ข้าพเจ้าได้พบแต่คนดีมีคุณธรรมอยู่ในศีลในธรรมเข้ามาช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วยเถิด สาธุๆๆ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วเอ่ยคาถาว่า

“ปะโตเมตัง ปะระชีวินัง สุขะโตจุติ จิตตะเมตะ นิพพานัง สุขะโตจุติ / ขอให้สัตว์โลกทั้งหลายใน 3 ภพ จงพ้นจากภัยพิบัติและเคราะห์กรรมทั้งปวงเถิด สาธุๆๆ ” (พระคาถาพญายม ประชุมกับ พระอินทร์ พระพรหม ให้มีคาถาบทนี้ ไว้ช่วยคนให้รอดพ้นจากความทุกข์ย า ก ลำบาก และภัยพิบัติทั้งปวง)

ในหลวง ทรงประทับบัลลังก์ ตัดสินคดี ด้วยพระองค์เอง เป็นครั้งแรกใน วันที่ 26 ม.ค. 2495 คือ คดีลักโม่

0

‘คดีลักโม่’คดีแรกที่ตัดสินโดยในหลวง รัชกาลที่ ๙ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เวลา 09:55 น.

13 ต.ค.2562 – เพจ Law Inspiration ซึ่งเป็นเพจที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายได้มีการรีโพสต์เนื้อหา เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ในหัวข้อ “คดีลักโม่” คดีแรกที่ตัดสินโดยในหลวง รัชกาลที่ ๙ มีเนื้อหาระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงประทับบัลลังก์ตัดสินคดีด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรกใน วันที่ 26 ม.ค. 2495 คดีแรกที่พระองค์ทรงตัดสินคือ “คดีลักโม่”

ในห้องพิจารณาคดีที่ 12 ของศาลอาญา โดยมีนายเล็ก จุณนานนท์ เป็นโจทก์ นายแสวง แดงคล้ายเป็นจำเลยในข้อหาว่า”เมื่อวันที่ 9 ม.ค. กับ วันที่ 10 ม.ค.จำเลยได้ลักโม่หินของนายกาญจน์ ตันวิเศษ ราคา 80 บาท เหตุเกิดที่คลองต้นไทร” ศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยก็รับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา ศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน แต่จำเลยรับสารภาพจึงลดเหลือ 3 เดือน ประกอบกับการที่เป็นคดีแรกของจำเลยจึงรอลงอาญา 2 ปีแล้วให้คืนโม่หินแก่เจ้าของ นายแสวงดีใจเป็นล้นพ้นที่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับบัลลังก์ตัดสินคดีของตน ซ้ำยังได้รับการทรงพระกรุณาให้รอลงอาญา จึงยกมือขึ้นท่วมหัวและสาบานว่า จะเป็นคนดีไม่ลักขโมยของใครอีกต่อไป…..

ที่มา : หนังสือ เรื่องเก่า เล่าสนุก ของ : โรม บุนนาค เรียบเรียง : วาทิน ศานติ์ สันติ”

ทำบุญ ด้วยการถวายน้ำ สิ่งที่หาได้ง่ายๆแต่ทำไมได้ อานิสงส์แรง

0

เวลาทำบุญนั้นเราจะหาของถวายแต่ละอย่างก็ต้องเลือกให้ดี เพราะหากถวายอะไรที่ไม่ดีแทนที่จะได้ บุ ญ กลับได้ บ า ปแทนแบบที่เราไม่รู้ตัวเลย และหนึ่งในของถวายพระที่ทำให้ได้อานิสงส์เยอะ ๆ คือการถวายน้ำดื่ม และพ ร ะ สั ม ม า สั ม พุ ท ธ เ จ้ าได้แนะนำเอาไว้ด้วยว่า คนเรานั้นหากขาดอาหาร 7 วันถึงจะ m า ย แต่ถ้าขาดน้ำ 3 วัน ก็ ด า ย แล้ว ฉะนั้นน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การถวายน้ำ สำคัญมากๆ ต่อพ ร ะภิ ก ษุ ส ง ฆ์ และหากศึกษาจากอรรกถาขุท ท ก นิ ก า ย เป ต วัตถุ จูฬวรรคที่ 3 สานุวาสี เ ถ รเ ป ต วั ต ถุ ก็จะพบว่า พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ าถึงกับให้พ ร ะอานนท์ไปบอกกับส า มเ ณ รรูปหนึ่งว่าดังนี้

“ให้ทำบุญตักน้ำดื่ม ใส่หม้อไว้ให้เต็ม เพื่อให้พ ร ะ ภิ ก ษุได้ฉันเป็นประจำสม่ำเสมอ เนื่องจากพ ร ะ สั ม ม า สัมพุท ธ เ จ้ า ท่านเห็นด้วย ญาณทัศนะว่า ส า ม เ ณ ร รูปนี้เป็นผู้บุญน้อยมากทำให้กลายเป็นเ ด็ ก เ ร่ ร่ อ น อด ๆ อยาก ๆ ไม่มีจะกิน เนื่อจากไม่เคยทำบุญ กุ ศ ลไว้เลย แถมยังไม่เคยทำไว้ในอดีตด้วย ในอ ดี ต ก ร ร มก็หนักสุด ๆ กับพ ร ะ ปั จ เ จ ก พ ร ะ พุ ท ธเ จ้า ที่ชื่อ สุเนตต์”

เรื่องราวแบบนี้มันโ ห ด ร้ า ยถึงขั้นทำให้ต ก น ร ก ไปนานถึง 84,000 ปี เลย แล้วพอเกิดก็เป็นเ ป ร ต ที่หิ วโ ห ย หลายภพชาติ แต่ว่าพอ ส า ม เ ณ รได้เติมบุญให้กับตัวเองตามที่พ ร ะพุ ท ธ เจ้าแนะนำก็ได้อานิสงส์มากขึ้น เลยทำให้มีคนยอมมาถวายเครื่องบริโภค ทำให้มีความสะดวกสบายในการปฏิบัติธรรม จนได้บรรจุเป็นอรหันต์ได้ในเวลาต่อมา

พอบรรลุแล้วญาติทั้ง 500 ของท่านก็ได้เกิดเป็น เ ป ร ต ที่อดอยากมาขอส่วนบุญ ซึ่งแน่นอนว่าท่านก็อุทิศไปให้ จนเ ป ร ต ก็ลดความท ร ม า น ลง อยู่ดี มีบ้าน แต่ว่ายังไม่มีน้ำดื่ม แบบนี้เ ป ร ต ญาติจึงมาบอกให้ช่วยทำบุญตักน้ำไว้ให้เต็มธ ร ร ม ก ร ก เพื่อถวายสงฆ์ที่มาจาก 4 ทิศ แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้พ ว กเ ป ร ตญาติอีก ถึงจุมีน้ำดื่มน้ำใช้

การถวายน้ำดื่ม น้ำใช้ให้กับพ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า นั้นจึงเป็นสิ่งที่ทำแล้วได้อานิสงส์ผลบุญมาก ๆ แล้วยังทำให้ญาติพี่น้องที่เป็นเ ป ร ต นั้นพ้นทุ ก ข์ ด้วยนะ ทำบุญแบบนี้ส่งเสริมให้ชีวิตดี มีความสุข มีกิน มีใช้ไปตลอด และการถวายน้ำก็เป็นการทำให้ พ ร ะ ภิ ก ษุ และ ส า ม เ ณ รได้มิน้ำไว้ดื่ม ไว้ใช้มิขาด เป็นการบำรุงพ ร ะ พุ ท ธศา ส น าไปในตัวด้วย และสำหรับใครที่กำลังจะไปทำบุญนั้น อยากได้ของถวายพระก็ลองเป็นน้ำดื่มสักแพ็ค หรือจะเป็นขวดก็ได้ตามกำลังศรัทธาเลย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก postsread

ยืมเงินแล้วไม่คืน ไม่ว่าจะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ กรรมตามทันแน่นอน

0

เป็นอีกหนึ่งนักคิดนักเขียนแนวธรรมะ ทั้งนิยายแทรกคติทางธรรม ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้เริ่มต้นสนใจธรรมะ กับ ดังตฤณ หรือ ศรันย์ ไมตรีเวช ที่เขียนเรื่องราวออกมาได้อย่างน่าสนใจ ล่าสุดได้ตั้งคำถามใหญ่เชิงท้าทายในหัวข้อ ยืมเงินแล้วไม่คืนจะได้รับผลกรรมอย่างไร เราคัดลอกมาให้ดูกัน

ยืมเงินและไม่ส่งคืน ผลลัพธ์อาจไม่เหมือนกัน ต้องดูกรรมของแต่ละคน เมื่อรู้ว่ากรรมเป็นอย่างไร มันจะเพียงพอที่จะคิดว่า กรรมใดควรเกี่ยวกับ รูปแบบของกรรม แปรไปตามเจตนา รวมทั้งความสามารถ ที่จะทำให้สำเร็จตามเจตนาด้วย เช่น

บางคนยืมด้วยความตั้งใจ อาจมีข้อตกลงที่ชัดเจนว่า เมื่อใดที่จะส่งคืนหรือให้ดอกเบี้ย จากนั้นสามารถส่งคืนพร้อมของขวัญฟรีตามข้อตกลง ผลทันที เป็นสายสัมพันธ์ที่ดี มีความน่าเชื่อถือซึ่งกันและกัน
คู่กรณีเห็นว่ามีบุญที่ให้โอกาส ฝ่ายที่ได้รับนั้นถือเป็นบุญอย่างที่เขาทำ มีความสุขกับการเป็นทั้งผู้ใหญ่ด้วยกัน

บางคนยืมด้วยความตั้งใจที่จะกลับมา เสร็จสมบูรณ์ไม่สามารถคืนชนิดที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อโกง ไม่ทำลายศีล 2 แต่ผลกระทบทันทีจากปัจจุบัน เป็นทุกข์ ขาดความนับถือตนเอง และไม่ได้รับความเชื่อถือจากผู้อื่น สำหรับผลลัพธ์ในประเทศถัดไปมันค่อนข้างสมน้ำสมเนื้อ เช่นการให้เงินกับใครก็ตามที่ยังไม่ได้ยืม เพราะเหตุสุดวิสัยของลูกหนี้เป็นต้น

บางคนยืมมาด้วยความตั้งใจที่จะมาและเรียงลำดับ ไม่ไม่แน่ใจว่าจะคืนเมื่อใด คิดเพียงชั่วครู่ว่ามีมากมาย เช่นนี้จับคู่อย่างเท่าเทียมกัน เพราะทำถูกต้องมีสิทธิ์ที่จะพลิกจาก ‘รอสักครู่ มันง่ายที่จะ ‘ดีกว่า’
ณ จุดหนึ่งคนเหล่านี้จะลืมความสัมพันธ์เก่าทั้งหมด เมื่อเห็นตัวเลขในบัญชีที่ส่งคืน แต่เสียใจ

ความตระหนี่ รู้สึกว่ามันอยู่ในบัญชีของฉัน สิ่งที่สำคัญจะหายไปในมือของคนอื่น ความสำคัญคือ ทั้งๆที่นั้น เป็นไข่มุกวิเศษที่ความหลงไหลบงการก่อให้เกิดบาป ผลที่ตามมาคือจิตใจที่อ่อนแอ คุณคิดอย่างไรกับเด็ก ๆ บนเส้นทางที่ไร้สาระ ด้านหน้าเป็นสิ่งที่คู่ควรกับชะตากรรมที่ไร้เหตุผล วันหนึ่งเหมือนมีทรัพย์สินที่ยั่งยืน เมื่อวันก่อนหายไปเหมือนความฝัน

บางคนยืมด้วยความตั้งใจไม่คืนตั้งแต่แรก แต่มาหว่านล้อมล่อหลอกว่าจะคืน พร้อมดอกเบี้ยมหาศาลบานตะไท ที่มายืมตรงนี้ก็เพียงเพราะ อยากประชดแบงก์ที่กู้ยากกู้เย็นนัก อันนี้ผิดศีลข้อ ๒ เต็มๆ
เพราะขึ้นต้นด้วยเจตนาถือเอาทรัพย์ ที่เจ้าของมิได้ยกให้ และการผิดแบบนี้แถมพกข้อ ๔ มาด้วย ฉะนั้น ในที่ที่กรรมเผล็ดผล โทษสถานเบาในโลกมนุษย์ คือต้องเหมารวมทั้งผลของ

การผิดข้อ ๒ และ ๔ รวมกันสองกระทง ผลของข้อ ๒ คือเป็นผู้มีทรัพย์พินาศด้วยเหตุร้าย ผลของข้อ ๔ คือเป็นผู้ถูกหลอกลวง ถูกใส่ร้าย พูดง่ายๆ ว่า มีสิทธิ์เสียทั้งทรัพย์ เสียทั้งชื่อเสียง ด้วยการถูกใส่ร้าย ใส่ไคล้
หรือถูกต้มตุ๋นล่อลวงได้สารพัด

แต่ข้อเท็จจริง เป็นเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัส คือ คนโกหกเป็นนิตย์ ที่จะทำชั่วอะไรไม่ได้นั้นไม่มี ยิ่งถ้ามาถึงขั้นโกหกเพื่อเชิดเงินคนอื่นได้ ทำให้เขาเดือดร้อนหน้าตาเฉยได้ ก็แปลว่าต้องทำบาปร้ายกาจได้หนักกว่านี้ไปเรื่อยๆ ฉะนั้น โทษทัณฑ์ที่แท้จริง ก่อนจะมีสิทธิ์ได้กลับมาเป็นมนุษย์ จึงน่ากลัวกว่าที่เราเห็นๆ กันขณะเป็นมนุษย์

ที่มา เฟสบุค Dungtrin

สวดมนต์ ก่อนนอนยิ่งทำให้ เงินทองไหลเข้ามา ค้าขายดีร่ำรวย

0

สวดมนต์ก่อนนอน นั้นช่วยอะไรได้ตั้งหลายอย่าง ทำให้มีสมาธิมากขึ้น โล่งมีไอเดียสร้างสรรค์ แถมยังทำให้ดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามา โชค ความร่ำรวย เงินทอง และอีกหลาย ๆ อย่างเข้ามา เป็นการเสริมบารมีให้กับตัวเราได้มากขึ้นเรียกแบบเข้าใจง่าย ๆ คือหนุนด ว ง ช ะต า ให้ดีขึ้นได้นั่นเอง และบทสวดมนต์ก่อนนี้ในครั้งนี้เหมาะกับคนที่ทำมาค้าขาย ทำธุรกิจ หรือคนทั่วไปก็สวดได้เพิ่มเรียกทรัพย์สินเงินทองเข้ามา

เหล่าพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายนั้นจะมีบทสวดคาถาขายดีกันทั้งนั้น และอีกในหลาย ๆ บทสวดที่เรียกลูกค้าเข้ามาใช้สินค้าและบริการของตน จะมีบทสวดแบบไหนบ้างสวดตามด้านล่างนี้ได้เลย

บทสวดค้าขายดี

โอมอิติพุททัตสะ สุวันนัง วารัชชะคัง วามะนีวาวัตตัง วาพัพพะยัน ละเอหิคาคัชวันติ คาถาทำมาค้าขึ้น อิติปิโสภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ อิติปิโสภะคะวา พุทโธภะคะวา อิติปิโสภะคะวา พุทโธภะคะวา พุทธัง พะหุชะนานัง เอหิจิตตัง เอหิมะนุสสานัง เอหิลาภัง เอหิเมตตา ชมภูทีเป มะนุสสานัง อิตถิโย ปุริโส จิตตัง พันธังเอหิ

บทสวดมนสำหรับเรียกค้า

พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระทาหิงสา วิระทาสี วีระทาสา วิระอิตถีโย พุทธัสสะ มานีมานะ พุทธัสสะ สวาโหม

บทสวดเรียกความร่ำรวย

เสริมโชคลาภ ใช้ภาวนากับน้ำสะอาด แล้วนำน้ำนั้นเอามาพรมให้ทั่วบริเวณบ้านเรือน หรือ ร้านค้า จะนำมาซึ่งเงินทองไม่ขาดสาย หมั่นสวดเป็นประจำจะช่วยส่งเสริมให้ค้าขายดี ธะนัง โภคัง ทุสะ มะนิ นะนัง โภคัง ทุสะ มะนิ อุมิ อะมิ มะหิสุตัง สนะพุทธัง อะ สุ นะ อะ นะ มะ พะ ทะ จะ ภะ กะ สะ

บทสวดเเผ่ส่วนกุศล

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดา บิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดา บิดาของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม คุรูปัชฌาย า จริย านัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌาย าจริย า

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เ ท ว ด าทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เท ว ด าทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เ ป ร ตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เ ป ร ตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้าก ร ร มนายเ ว รทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้าก ร ร มนายเ ว รทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สั ตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สั ต ว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

บทกรวดน้ำให้เจ้าก ร ร มนายเ ว ร

ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลทั้งหมดนี้ จากการภาวนาจิต ให้กับเจ้าก ร ร มนาย เ ว รทั้งหลายของข้าพเจ้า สิ่งใดที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินท่านใดไว้ ตั้งแต่ในอดีตชาติจนถึงปัจจุบันก็ตาม

ไม่ว่าท่านจะอยู่ชาติใดภพใดภพใดก็ตาม ขอให้ท่านได้รับผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ก่อร่างสร้างขึ้น แล้วได้โปรดอโหสิให้กับข้าพเจ้า และอนุโมทนาบุญให้กับข้าพเจ้า ด้วยอำนาจของบุญนี้ด้วยเถิด

สำหรับบทสวดมนต์ที่เรานำเสนอในบทความนี้เหมาะจะสวดก่อนที่จะเปิดร้านในทุก ๆ วัน ก็ใช้ได้ทั้งขายออนไลน์ ออฟไลน์ อย่าลืมสวดนะใช้เวลาไม่นานเลย ไม่ถึง 10 นาทีด้วยซ้ำจะเรียกลูกค้าให้มาซื้อสินค้าเราได้มากขึ้น

อธิษฐาน ก่อนนอน วันละ 3 นาที เป็น ศิริมงคล ทำให้ หลุดพ้น บ่วงกรรม ตัวเอง

0

เป็นอีกหนึ่งสาระประโยชน์ดีๆ สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่เคยได้ฟังธรรม แล้วได้ยินว่า ก่อนที่จะนอน พ ระพุ ทธเจ้า

เคยสอนให้ ตั้งจิตก่อนนอนหลับ โดยมีเ นื้ อหา ที่ตั้งจิ ตก่อนที่จะหลับนอน ประมาณว่า

ขณะที่หลับ ขออย่ าให้ อกุศลทั้งหลาย ก ามทั้งหลาย ไหลไปตามการหลับของ ข้าพเจ้า

วันนี้เราขอนำเสนอวิ ธีการอ ธิษฐานก่อนนอน ขอให้ท่านสละเวลา แค่วันละ 3 นาที

ส ว ดก่อนนอน เพื่อเป็นศิริมงคล และช่ วยให้ห ลุดพ้นบ่วงกร รมตัวเอง

วิ ธี การอธิ ษฐานก่อนนอน

อธิ ษฐาน หน้าพ ระพุ ทธรูป หรือส ว ดก่อนนอนก็ได้

นะโม 3 จบ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัต ตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

หากข้าพเจ้า จงใจหรือประม าทพลาดพลั้ง ล่ วงเกิน บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ พ ระพุ ทธ พ ระธรรม

พ ระอรหันต์ ทุ กพ ระองค์ พ ระอริยส งฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศั กดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพ ระคุณ และท่านเจ้ากร รมนายเ ว ร

จะด้วยกาย วาจา ใจ ก็ดี ขอได้โปรดอโหสิกร รม แก่ข้าพเจ้าด้วย

หากข้าพเจ้า มีเจ้าของในตัวติ ดตามมา ขออนุญาต มีคู่ มีครอบครัวได้ เหมือนคนปกติทั่วไป

ขอถอน คำอธิ ษฐาน คำสา บาน ที่จะติ ดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่าย ต่างเป็นอิสระต่อกัน

ข้าพเจ้า จะประพฤติตน ในทางที่ถูกที่ ชอบที่ควร ขอบุญบารมี ในอดีตกาล ที่ผ่ านมาจนถึงปัจจุบัน

จงส่งผลให้ข้าพเจ้า และครอบครัวตลอดจน บริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วย

อายุ วรรณะ สุขะ พละล าภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนส ารสมบัติ

อุปสรรคใด ๆ โ ร ค ภั ยใดๆ ขอให้มลาย สิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้า มีความสว่าง ทั้งทางโลก ทางธรรม

ตั้งแต่บัดนี้ ตราบเข้าสู่พ ระนิพพาน เทอญ หากมีผู้ใด เคยสร้าง เ ว ร สร้างกร รมกับข้าพเจ้า

ไม่ว่าจะชาติใด ภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดี อโหสิกร รมให้ ขอถอน ความพย าบาท ทุ กชาติ ทุ กภพ

ขอให้ข้าพเจ้าพ้น จากคำส ๅ ปเเ ช่ งของปวงชนของ เจ้ากร รมนายเ ว รขอให้พ้นน ร กภูมิ พบแสงสว่าง ทั้งทางโลก ทางธรรม เทอญเราควรตั้งใจ

ให้อภั ย ทุ กสิ่งทุ กอย่ าง และแ ก่ทุ กคน ทำเสมือนหนึ่งว่า เราจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก ความตั้งใจอย่ างนี้ ทำให้ใจของเราสงบ และเราจะหลับไปอย่ างเป็นสุข

ตื่นขึ้นพร้อมด้วย ความสดชื่น แจ่มใส ขอจง ท่องจำไว้ว่า เมื่อใดใจของเราผู กเ ว รเมื่อนั้นมองไปทางใดก็พบ แต่ศั ตรูแต่เมื่อใดใจของเรา มีเมตตา

มองไปทางใด ก็เจอแต่มิตรไมตรีแนะนำส วดก่อนนอนทุ กคืนตั้งจิ ตก่อนที่จะหลับนอน เราควรตั้งใจให้อ ภั ย ทุ กสิ่งทุ กอย่ างและแก่ทุ กคน

เคยคิดไหม คนที่ ไม่มีลูก แก่มา แล้วใคร จะเลี้ยง

0

วันนี้เราก็ได้ไปเจอเรื่องราวดีๆ เลยนำมาให้ทุกคนได้อ่านกัน หลายคนชอบคิดว่า จะต้องมีลูกเอาไว้เลี้ยงดูยามแก่เฒ่า ซึ่งเป็นแนวคิดของคนสมัยก่อนที่มีสืบกันมานาน ซึ่งก็มักจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

เสียด้วยในสังคมของเรา แต่ว่าหากจะมองในความเป็นจริงแล้วมันยังจะใช้ความคิดแบบนี้ได้อยู่ไหม “มีลูก ตอนแก่จะได้มีคนเลี้ยงดู” ซึ่งมันจะแปลได้อีกทางว่า หากลูกไม่ยอมเลี้ยงดู คืออกตัญญูอย่างนั้นหรือ ในความเป็นจริงมันเป็นความเห็นแก่ตัวของคนเป็นพ่อแม่กันแน่ ลองมาอ่านกันดู

ในปัจจุบันนี้ก็มีคนแก่ชราหลายคนมากที่เข้ากับครอบครัวของลูก ๆ ไม่ได้ บางทีความคิดแบบเดิมมันอาจจะต้องปรับแล้วก็ได้ ทำไมไม่คิดว่าอยากจะให้ลูกเลี้ยงดูในตอนแก่เป็นการ

ดูแลตัวเองได้ในตอนแก่บ้าง จะเอาสมัยก่อนกับปัจจุบันมาเที่ยวกันมันไม่ได้ ที่พ่อแม่มีลูกตั้งหลายคนยังเลี้ยงได้ ทำไมลูกเลี้ยงพ่อแม่บ้างไม่ได้ ซึ่งมันก็อาจจะน่าคิด แต่ลองมองถึงค่าครองชีพและการใช้ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันสิมันเหมือนสมัยก่อนงั้นหรือ

เรามีเรื่องราวน่าอ่านและอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจตาม ทั้งในมุมของคนเป็นพ่อแม่ และในมุมของความเป็นลูก เรื่องราวมีดังนี้

มีคุณแม่คนหนึ่ง สามีเสียไปนานแล้ว เธอสอนหนังสือหาเงินเลี้ยงลูกชายจนโต เขาเป็นคนเชื่อฟังตั้งแต่ตอนเล็ก พอลูกโต เธอก็ส่งลูกไปเรียนอเมริกา พอลูกเรียนจบก็อยู่ทำงานต่อที่อเมริกาหาเงินซื้อบ้าน แต่งงาน มีลูกหนึ่งคน สร้างครอบครัวที่แสนสุข ตัวเธอเองคิดถึงประโยคที่ว่ามีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่ คิดถึงสายตาอิจฉาของญาติๆ และเพื่อนฝูง เธอมีความสุขจากใจ ระหว่างรอจดหมายตอบจากลูกชาย เธอก็จัดการเรื่องบ้านและงานจนเรียบร้อย

คืนสุดท้ายก่อนเธอจะเกษียณ เธอก็ได้รับจดหมายที่ส่งมาจากอเมริกาของลูกชาย พอเปิดออกดูข้างในก็เป็นเช็คมูลค่า 3 หมื่นเหรียญดอลล่าร์ เธอรู้สึกแปลกใจมาก เพราะลูกชายไม่เคยส่งเงินให้เธอมาก่อน เธอรีบเปิดจดหมายออกอ่าน ในจดหมายเขียนว่า “แม่ครับ พวกเราได้คุยกันแล้ว ตัดสินใจ และสรุปว่า พวกเราไม่ยินดีให้แม่มาอยู่ด้วยกันที่อเมริกา ถ้าแม่คิดว่าแม่มีบุญคุณที่เลี้ยงดูผมมา คำนวณตามราคาตลาด ก็ประมาณ 2 หมื่นกว่าเหรียญ ผมก็เลยเพิ่มให้นิดหน่อย แล้วส่งเช็ค 3 หมื่นมาให้แม่ หวังว่าต่อไปนี้แม่จะไม่เขียนจดหมายมาอีก”

แม่อ่านจดหมายฉบับนั้นจบก็น้ำตาไหลพราก รู้สึกว่าตัวเองเป็นม่ายมาตลอดชีวิต จากนี้ไปต้องแก่อย่างโดดเดี่ยว เธอเจ็บปวดจนไม่อยากมีชีวิต ต่อมาเธอก็ศึกษาพระพุทธศาสนา หลังศึกษา เธอก็คิดได้ เธอใช้เงิน 3 หมื่นเหรียญเอาไปเดินทางเที่ยวรอบโลก ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ มากมาย

หลังจากนั้นเธอจึงเขียนจดหมายหนึ่งฉบับถึงลูกชาย ในจดหมายว่า “ลูกรัก ลูกไม่อยากให้แม่เขียนจดหมายมาอีก ก็ถือซะว่าจดหมายฉบับนี้เป็นข้อความเพิ่มเติมจากฉบับที่แล้วละกัน แม่ได้รับเช็คแล้ว และใช้เงินจำนวนนั้นไปเดินทางรอบโลก ระหว่างเดินทางท่องเที่ยว อยู่ๆ แม่ก็รู้สึกว่า แม่ควรขอบใจลูก ขอบใจที่ทำให้แม่เห็นอะไรทะลุปรุโปร่ง ปล่อยวาง ทำให้แม่ได้เห็นว่าความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน และคนรักไม่มีรากหยั่งลึก เปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ถ้าวันนี้แม่ยังคิดไม่ตก ยังยึดติด ยังทุกข์อยู่ แม่คงสิ้นลมหายใจไปภายในปีครึ่งปี การปฏิเสธของลูก ทำให้แม่ได้เห็นว่าคนเรามีวาสนาก็ได้เจอ หมดวาสนาก็จากกัน ทุกอย่างไม่เที่ยงแท้ ทำให้แม่เรียนรู้ที่จะสงบและใจเย็น มองทุกอย่างในเชิงบวก แม่ไม่มีลูกแล้ว ไม่มีอะไรให้เป็นห่วง เพราะงั้นแม่ถึงสามารถอยู่ได้โดยไม่มีมัน

“พ่อแม่ที่น่าสงสาร” คนเป็นพ่อแม่อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดมีคนกล่าวไว้ว่า บ้านของพ่อแม่คือบ้านของลูกตลอดเวลา บ้านของลูกไม่เคยเป็นบ้านของพ่อแม่ การให้กำเนิดลูกเป็นงานที่ต้องทำ การเลี้ยงดูลูกเป็นภาระหน้าที่ การพึ่งพาลูกเป็นความเข้าใจผิด ช่างเป็นเรื่องราวที่ไม่น่าฟัง แต่ก็ไม่ฟังก็ไม่ได้ แม้ว่าไม่ใช่ลูกทุกคนจะเป็นเหมือนลูกชายในเรื่องที่ ไม่ มี หัว ใ จ แต่คนเป็นพ่อแม่ไม่ควรคิดว่าแก่แล้วจะพึ่งพาลูก พูดกันตามตรง แก่แล้วต้องดูแลตัวเอง ลูกกตัญญูต่อคุณถือเป็นบุญ ถ้าลูกกตัญญูไม่พอ พ่อแม่ก็บังคับไม่ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ วางแผนชีวิตพึ่งพาตัวเองตอนแก่ไว้

จากมุมมองของสังคม การมีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่เป็นความปรารถนาในใจ แต่ในยุคปัจจุบัน เศรษฐกิจ สังคม วัตถุนิยม วิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป สถานการณ์ในปัจจุบันคือ คนยุคใหม่เปลี่ยนไป คนอายุมากยังยึดติด การที่คนอายุมากยึดแนวความคิดว่ามีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่ไม่เหมาะสมกับอีกต่อไป สิ่งที่ตามมาคือ โศกนาฏกรรม

พ่อ แม่ ทวงบุญคุณกับลูกได้แต่มันไม่ใช่ลูกทุกคนที่มีศักยภาพพอที่จะดูแลพ่อแม่ได้ เพราะเพียงแค่ชีวิตและครอบครัวของเรามันก็ต้องดูแลเช่นกัน การวางแผนดูแลตัวเองตอนแก่จึงเป็นสิ่งที่คนเป็นพ่อ แม่คนควรวางแผนและอย่าฝากความหวังทั้งหมดมาทิ้งไว้ที่ลูกได้แล้ว มันไม่ใช่ความผิดของลูกที่ดูแลคุณไม่ได้ แต่มันผิดที่คุณที่ไม่ยอมดูแลตัวเองต่างหาก ฝากไว้ให้คิดกันนะ

บ้านธรรมดา ที่เจ้าของ ขึ้นทะเบียน เป็น เกษตกร ทำไร่ แต่วันนี้ เจ้าของบ้าน ไม่อยู่แล้ว

0

เป็นภาพที่พูดได้เต็มปากเลยว่า เห็นทีไรก็จะคิดถึงเจ้าของบ้านทุกที จนแทบน้ำตาไหลได้เลย เมื่อครั้งเฟซบุ๊ก Duke Rangson ได้โพสต์ภาพพร้อมคำบรรยายที่อ่านแล้วกลับทำให้หลายคนต้องจุกกับคำว่า เจ้าของบ้านไม่อยู่แล้วครับ

โดยในภาพนั้นเป็นภาพของบ้านพักส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในพื้นที่โครงการชั่งหัวมัน จังหวัดเพชรบุรี โดยเนื้อหานั้นความว่า

เจ้าของบ้านไม่อยู่แล้วครับ
บ้านเลขที่ ๑ หมู่ที่ ๕ บ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
เจ้าของบ้านถือโฉนดและมีชื่อในทะเบียนบ้าน ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรทำไร่
นี่ไงครับ บ้านพ่อผม

วังของพระราชาที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก

ภาพบ้านพักส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

ในพื้นที่โครงการชั่งหัวมัน เพชรบุรี

คุณแม่ บุญเรือน โตงบุญเติม สวดคาถา พระฉิมพลี มหาลาภ มหาโชค มหาโภคทรัพย์

0

วันนี้เราจะพาทุกคนมาศึกษาประวัติศาสตร์ตำนาน อภินิหารพระเกจิ ความลี้ลับ ไสຍศาສตร์ เพราะในประเทศไทຍของเรานั้น ต่างก็มีจุดเด่นทางความเชื่ວและมีสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาแหล่งรวมประวัติศาสตร์ที่มีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมาก วันนี้เราขอมานำเสนอเรื่องคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม มาให้ศึกษากัน

หากกล่าวถึง คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม อุบาสิกา ผู้สร้าง “พระพุทโธน้อย” วัตถุมงคลอันลือลั่นมีอำนาจจิตและชื่อเสียงในด้านอิทธิฤทธิ์ และบารมีในการช่วยผู้คน ส่วนในเรื่องพุทธคุณมีเต็มเปี่ยม ของล้ำค่าชิ้นเอกที่ฝากไว้บนแผ่นดินสยามและพระคาถาที่ท่านได้มอบให้ไว้ อีกพระคาถาซึ่งคาถาดังกล่าวบางตำราเล่าว่าแม่ชีได้มาจากพระอินทร์ บางตำราก็ว่าได้มาจากพระสิวลี

พระคาถานี้คุณแม่บุญเรือนได้จากการนั่งสมาธิจิตเมื่อวันศุกร์ที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ “จากตำราได้เขียนบอกไว้ว่าเป็นคาถาที่ท้าวสักกเทวราชหรือพระอินทร์นำมาถวายแด่คุณแม่บุญเรือน”

คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ท่านให้สวดตามกำลังวันเพื่อบูชาพระ สิวลีมหาเถระหรือพระฉิมพลี จะเป็นมหาลาภ มหาโชค มหาโภคทรัพย์ และเจริญ ด้วยจตุรพิศพรชัย คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติประสพสิ่งอันพึงปรารถณาทุกประการนั่นแล

กำลังวันที่กล่าวถึงมีดัง นี้คือ วันอาทิตย์ ๖ วันจันทร์ ๑๕ วันอังคาร ๘ วันพุธ ๑๗ วันพฤหัสบดี ๑๙ วันศุกร์ ๒๑ และวันเสาร์ ๑๐ คาถาพระฉิมพลี(คาถาพระสีวลี) “ตั้งนะโมฯ ๓ จบ” แล้วว่า

“นะชาลีติฉิมพาลี จะ มหาเถโร สุวรรณะมามา โภชนะมามา วัตถุวัตถามามา พลาพลังมามา โภคะมามา มหาลาโภมามา สัพเพชะนา พหูชะนา ภวันตุเม”

ช่อมะม่วงที่ตั้งจิตอธิฐาน ขออำนาจของพระรัตนตรัยจงเป็นที่พึ่ง ขออัญเชิญบารมีอันสูงยิ่งของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม จง สถิตสถาพรอยู่กับท่านทั้งหลาย แม้ประสงค์สิ่งใดจงสมประสงค์ทุกประการ และถึงพร้อมด้วยธรรมสี่ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกท่าน เทอญ ฯ

เข้านิโรธครั้งแรก ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2496 ที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ คุณแม่บุญเรือนได้เข้านิโรธสมาบัติ อธิษฐานให้มะม่วงออกช่อออกลูกได้ภายในคืนเดียว โดยกิ่งหนึ่งของต้นมะม่วง ท่านอธิษฐานให้ออกช่อเป็นรูปปิ่นปักผม เพื่อเป็นประจักษ์พยานในการถือกรรมฐานกองนี้อย่างบริสุทธิ์ “การเข้านิโรธสมาบัติเป็นการเข้าฌานชั้นสูง ผู้เข้าได้ต้องได้รูปฌาณ๑-๔ และ อรูปฌาณ๕-๘ และมีบารมีเต็ม ส่วนวันนั้น คุณแม่ได้ทรงฌาณ ๘ เต็มกำลังอธิฐานไม่ขยับไม่เคลื่อนออกจากที่ไม่ขบเคี้ยว กินอาหาร ทั้งเวลาตระวันขึ้นและพระจันทร์ขึ้นตลอดแสง ถือเป็นสตรีหนึ่งเดียวที่เข้านิโรธสมาบัติ พิสูจน์ได้และมีประชาชนเป็นสักขีพยานมากหมาย

สีลํ พลํ อปฺปฏิมํ สีลํ อาวุธมุตฺตมํ สีลํ อาภรณํ เสฏฺฐํ สีลํ กวจมพฺภุตํ : ศีลเป็นกำลังไม่มีที่เปรียบ ศีลเป็นอาวุธสูงสุด ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริฐสุด ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์

เข้านิโรธสมาบัติครั้งแรก การเข้านิโรธครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในจำนวนทั้งสิ้น ๔ ครั้ง โดยครั้งที่ ๓ ที่ จ.ระยอง คุณแม่บุญเรือนได้เข้านิโรธสมาบัติ อธิษฐานให้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงพระเจริญและแคล้วคลาดจากสรรพภยันตรายทั้งปวง ที่ท่านได้เข้านิโรธสมาบัติ โดยคุณแม่ได้กระทำ ณ สถานที่ดังต่อไปนี้ ๑. บ้านสามัคคีวิสุทธิ ที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ กรุงเทพฯ พ.ศ.๒๔๙๖ ๒. พระพุทธบาท จ.สระบุรี ต้นปี พ.ศ.๒๔๙๙ ๓. บ้านนาซา จ.ระยอง พ.ศ.๒๔๙๘ ๔. พระแท่นดงรัง จ.กาญจนบุรี พ.ศ.๒๔๙๙

ส่วนเรื่องล่องหนหายตัว คุณแม่บุญเรือนบรรลุธรรมแล้ว ก็ได้นั่งกรรมฐานต่อไปอีก จนกระทั่งเวลาใกล้ตี 5 รุ่งเช้า ได้คิดถึงวัดสัมพันธวงศ์ จึงตั้งจิตอธิษฐานขอให้เข้าไปนั่งในศาลาวัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งศาลานี้เป็นที่อยู่ของแม่ชีนักปฏิบัติธรรม คุณแม่เองก็เคยอาศัยบำเพ็ญธรรมที่ศาลานี้

พอสิ้นอธิษฐาน แล้วหลับตาลง ก็คล้ายกับหัวได้หกกลับไปเบื้องหน้า คล้ายกับตีลังกา เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็ปรากฏว่าตัวเองได้เข้ามานั่งอยู่ในศาลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ทราบว่าเข้าศาลามาทางไหน และที่บ้านพักตำรวจกับศาลาวัดสัมพันธวงศ์ก็ไกลกันพอสมควร ขณะนั้น ประตูศาลาวัดยังคงปิดใส่กุญแจอยู่ คุณแม่บุญเรือนจึงได้ร้องเรียกให้พระภิกษุสามเณรซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น ช่วยไขกุญแจเปิดประตูให้ที

การล่องหนหายตัวจากสถานที่หนึ่งไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง เป็นผลจากการปฏิบัติทางจิตจนได้ “อภิญญา” เมื่อเรื่องที่คุณแม่บุญเรือนหายตัวมาปรากฏอยู่ในศาลาวัด แพร่หลายออกไป ก็มีพระเณรเถรชี อุบาสกอุบาสิกาต่างก็มารุมล้อม